[๕๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรมาแล้วตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ
เธอทั้งสองมีชาติเป็นพราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์
พวกพราหมณ์ไม่ด่าว่าเธอทั้งสองบ้างดอกหรือ ฯ
สามเณรทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์
พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้ง ๒
ด้วยคำเหยียดหยามอย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลย
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามต่อไปว่า
ก็พวกพราหมณ์พากันด่าว่าเธออย่างไรเล่า
สามเณรทั้งสองกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกพราหมณ์พากันว่า
อย่างนี้ว่า
- พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด
วรรณะอื่นเลวทราม
- พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว
พวกอื่นเป็นวรรณะดำ
- พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์
พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่
- พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ
เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม
- เจ้าทั้งสองคนมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเสียแล้ว
ไปเข้ารีดวรรณะที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ
เป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม
- เจ้าทั้งสองคนมาละพวกที่ประเสริฐที่สุดใดเสีย
ไปเข้ารีดวรรณะเลวทราม คือพวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี
เป็นพวกดำเป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม ข้อนั้นไม่ดี ไม่สมควรเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกพราหมณ์พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้งสองด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม
อย่างสมใจอย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลยอย่างนี้แล
ประเด็นชาติกำเนิด
พราหมณ์ไม่ได้เกิดแต่อก หรือแต่ปาก หรือพรหมเนรมิตรอะไร
พราหมณ์ไม่ได้เกิดแต่อก หรือแต่ปาก หรือพรหมเนรมิตรอะไร
พระองค์จึงตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ
พวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนั้น
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ตามที่ปรากฏอยู่แล คือ
นางพราหมณีทั้งหลายของพวกพราหมณ์ มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง
ให้ลูกกินนมอยู่บ้าง อันที่จริง พวกพราหมณ์เหล่านั้น ก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้น
พากันอวดอ้างเช่นนั้นเป็นการกล่าวตู่พรหม และพูดเท็จก็จะประสบแต่บาปเป็นอันมาก ฯ
ประเด็นว่าประเสริฐ
ถ้าปฏิบัติผิดในศีลธรรมอันดีก็หาประเสริฐไม่ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ผิดในศีลธรรมจึงจะประเสริฐ
[๕๒] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะเหล่านี้ มีอยู่สี่คือ
- กษัตริย์
- พราหมณ์
- แพศย์
- ศูทร
ก็กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพนับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรมเป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน อกุศลธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้
ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้ แม้แพศย์บางคนในโลกนี้ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ ก็อย่างนั้น
[๕๓] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ฝ่ายกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูด ส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรม ไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม ควรนับว่าเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้แม้แพศย์บางคนในโลกนี้ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ ก็อย่างนั้น
(หมายความว่า พวกวรรณะทั้งสี่นี้บางคนที่ไม่ได้ประพฤติผิดในศีลธรรมก็มีอยู่เห็น ๆ )
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะทั้งสี่เหล่านี้แล รวมเป็นบุคคลสองจำพวก คือพวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำ วิญญูชนติเตียนจำพวกหนึ่ง พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาว วิญญูชนสรรเสริญจำพวกหนึ่งเช่นนี้ ไฉนพวกพราหมณ์จึงพากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็น วรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวกเดียวเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มี กำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้เล่า
(ทรงเห็นว่า ธรรม ต่างหากประเสริฐที่สุด)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น